การพัฒนาเด็กเล็กแบบญี่ปุ่น

การพัฒนาเด็กเล็กแบบญี่ปุ่น นิยามของไม้อ่อนดันง่าย ฝึกให้เป็นอัจฉริยะ!

            การพัฒนาเด็กเล็กเป็นเรื่องยากหากมองในมุมของคนที่ไม่เข้าใจหลักการ แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญนั้นกลับมองว่าเป็นเรื่องง่าย เพราะสำหรับคนญี่ปุ่น พวกเขามีความเชื่อว่าการฝึกที่ดีควรเริ่มฝึกตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะ การฝึกให้มีวินัย!             หลักสูตรการสอนแบบญี่ปุ่น ค่อนข้างเข้มงวดแต่ก็เป็นอิสระ หากใครได้ดูรายการ “ดูให้รู้ ตอน อนุบาลอัจฉริยะ” ทางช่อง ThaiPBS จะเห็นว่าการฝึกเด็กนั้นจะเป็นในลักษณะเล่นเต็มที่ ฝึกเต็มที่ ซึ่งหลักสูตรของญี่ปุ่นนั้นจะเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยจะให้เด็กโตเล่นรวมกลุ่มกับเด็กเล่น ให้เด็กๆเล่นคละกันเพื่อที่เด็กโตจะได้คอยดูแลเด็กเล็ก เป็นแบบอย่าง และเป็นผู้นำ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมการฝึกทักษะของเด็กในอีกรูปแบบหนึ่ง             ทั้งนี้ระหว่างเล่น หากเด็กๆได้รับบาดเจ็บ เช่น หกล้ม พวกเขาจะต้องยืนหยัดลุกขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครช่วย เป็นการสอนให้พวกเขามีจิตใจเข้มแข็ง ขณะเดียวกันการเล่นเกมแข่งขัน เด็กทุกคนจะต้องรู้จักแพ้รู้จักชนะเพื่อให้พวกเขามีจิตใจที่เข้มแข็งและฝึกตนต่อไป ฟังแล้วราวกับฝึกวรยุทธ์เลยละคะ แต่ญี่ปุ่นมีหลักสูตรการสอนแบบนี้จริงๆ             นอกจากการสอนผ่านการเล่นแล้ว หลักสูตรญี่ปุ่นยังเน้นด้านจิตสาธารณะเป็นหลักในการสอนด้วย จะเห็นได้จากหลายๆเหตุการณ์ในญี่ปุ่น เช่น เหตุการณ์ภัยพิบัติ หรือความผิดพลาดในการทำงาน รัฐบาลหรือเจ้าของบริษัทที่ควบคุมดูแลงานนั้นจะออกมาขอโทษและลาออก นี่ละ! เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของญี่ปุ่น ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน แสดงถึงจิตสาธารณะ การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน อันแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถไม่พอต่อการจัดการจึงยอมเป็นฝ่ายลาออกเพื่อให้คนที่มีความสามารถขึ้นมาบริหารจัดการต่อแทนตนให้ดี นี่เพราะมันเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง             ในการฝึกเด็กของญี่ปุ่นจะยึดคำคมสากลที่เราได้ยินบ่อยๆจากนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่างไอน์สไตล์ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ซึ่งคำคมนี้เองที่ชาวญี่ปุ่นใช้พัฒนาหลักสูตร…

การฝึกภาษาอังกฤษฉบับคนงบน้อย

การฝึกภาษาอังกฤษฉบับคนงบน้อย

ปัจจุบันโลกเปิดกว้างมากขึ้น แทบทุกคนใช้อินเตอร์เน็ตเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าอินเตอร์เน็ตเองก็กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีสื่อการเรียนรู้ฟรีๆให้คุณได้เข้าร่วม เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านภาษามากมายหลายช่องทางที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างช่อง YouTube ที่มีนัก YouTuber หรือคุณครูสอนภาษาจากสถาบันติวมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังฟรีๆ นอกจากช่อง YouTube แล้วยังมีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยพัฒนาทางด้านภาษาให้คุณได้อย่าง Echo English ที่พัฒนาโดยฝีมือของคนไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับภาคเอกชน ใน App มีบทเรียนกว่า 200 บทเรียน ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ยังมี App ฟรีที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกมาก เช่น Cake เรียนภาษาอังกฤษฟรี เป็นต้น นอกจากใช้งาน App และ YouTube แล้ว ก็อย่าลืมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ และทำแบบฝึกหัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางด้านภาษาของคุณ ทั้งนี้ การศึกษาภาษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ คุณต้องมีแบบเรียนของตัวเอง ตารางอ่านหนังสือ และวิธีการเรียนของคุณเองด้วย สิ่งสำคัญคือวินัยและความตั้งใจที่จะช่วยให้คุณเรียนภาษาอังกฤษเข้าใจได้มากขึ้น และเรียนแล้วจะได้ไม่ลืมด้วย โดยวันนี้บทความของเราได้รวบรวมเทคนิคการเรียนมาฝากคุณด้วย การเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง คุณควรเรียนแบบ In-put รับข้อมูล (ฟัง-อ่าน)…

ต้นแบบการศึกษาที่ดีต้องฟินแลนด์

ต้นแบบการศึกษาที่ดีต้องฟินแลนด์

จากผลการสำรวจพบว่าฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก อะไรทำให้ฟินแลนด์มีระบบการศึกษาดี? อาจเพราะฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อยมาก ทั้งยังมีการพัฒนาระบบการศึกษากันอย่างจริงจัง จึงทำให้พวกเขามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกก็เป็นได้ ซึ่งระบบการศึกษาของฟินแลนด์นั้น ถูกออกแบบมาให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น ใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered) เน้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองมากกว่าการแข่งขัน โดยช่วงวัยอนุบาลจะเน้นให้เด็กได้ใช้เวลากับครอบครัว และการเล่น บางบ้านถ้าอยากจะมีสนามเด็กเล่นเป็นของตัวเองก็ย่อมทำได้ เพียงแค่แจ้งไปทางรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลจะเข้ามาตรวจสอบด้วยว่าทางบ้านได้นำเงินมาดูแลและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กจริงๆหรือไม่ เรียกได้ว่ารัฐบาลเปย์สุดขีดเลยทีเดียว นอกจากนี้ระบบการศึกษาในฟินแลนด์ยังกำหนดให้เด็กๆเรียนวันละ 5 ชั่วโมงเพื่อให้เด็กๆได้ใช้เวลากับสิ่งที่สนใจ ได้ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ชอบ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ความพิเศษของฟินแลนด์อีกข้อ คือ ไม่มีการสอบกลาง ไม่มีการจัดอันดับสูงต่ำของเด็ก เพราะพวกเขาเน้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขัน แต่ถ้าถามว่ามีการประเมินหรือไม่ ตอบได้เลยว่ามีแต่จะเป็นครูของเด็กๆทำหน้าที่ประเมินเด็กแต่ละคนด้วยตัวเอง ทุกคนอาจสงสัย เด็กตั้งเยอะครูจะประเมินนักเรียนอย่างไร? ในที่นี้ฟินแลนด์จัดให้ห้องเรียนห้องหนึ่งมีเด็กประมาณ 12-20 คนต่อครูหนึ่งคนเพื่อให้ง่ายต่อการดูแล และเกิดความใกล้ชิดผ่อนคลายระหว่างเด็กและครู ให้พวกเขาพูดคุยกันได้อย่างใกล้ชิดนั่นเอง นี่จะทำให้ครูเข้าใจและมองเห็นศักยภาพของเด็กๆได้ดี รวมไปถึงปัญหาที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหรือคิดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะขึ้นมา ฟินแลนด์เชื่อว่าเด็กนักเรียนมีความแตกต่างกันและเก่งกันคนละด้าน พวกเขาจึงบอกว่าข้อสอบชุดเดียวไม่สามารถวัดความเก่งของเด็กๆได้ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเด็กๆทุกคนมีความสามารถ ดังนั้น ระบบการศึกษาของฟินแลนด์จึงไม่มีการสอบกลาง ไม่มีการจัดอันดับ เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเก่ง รู้แค่ว่าตัวเองมีความเก่งและมีความสามารถไม่แพ้ใคร นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับพวกเขา ฟังดูอาจเพ้อฝันเกินจริง แต่ระบบการศึกษาของฟินแลนด์มีมาตรฐานเดียวกันแบบนี้ทั่วทั้งประเทศ และเป็นโรงเรียนจากรัฐทั้งสิ้น ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเลือกโรงเรียนที่ไหนให้ลูกเพราะโรงเรียนทุกที่ในประเทศมีมาตรฐานเดียวกันหมด ซึ่งการมีระบบการศึกษาเช่นนี้ช่วยพัฒนาเด็กๆจนกลายเป็นระบบการศึกษาที่ดีสุดในโลกนั่นเอง